Archive for ยานยนต์

TestDrive Yamaha Exciter 150 มอเตอร์ไซต์ที่ให้ทั้งความแรงและความประหยัดตลอดการเดินทาง

   คนชอบ 2 ล้อต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ สำหรับในตอนนี้ 108plaza มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์มาทำการทดสอบกันครับ สิ่งที่ผมกำลังจะหมายถึงนั้น ก็คือมอเตอร์ไซต์จากค่าย ยามาฮ่า อีกหนึ่งรุ่นครับ จะมีดีไซน์ที่สวยถูกใจแฟนๆ 2 ล้อหรือไม่ แล้วการทดสอบขับขี่ในครั้งนี้ของผมและทีมงานจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

   มอเตอร์ไซต์ที่เพื่อนๆ เห็นกันอยุ่ในภาพด้านบนนี้คือ Yamaha Exciter 150 ครับ เรื่องของดีไซน์นั้นก็คงต้องบอกว่ามันไม่ใช่รถบิ๊กไบท์ แต่มันคือรถมอเตอรืไซต์แบบ ทัวร์ริ่งไบท์ เป็นมอเตอร์ไซต์ที่สามารถขับขี่ในระยะทางไกลๆ ได้แบบไม่รู้สึกว่าเหนื่อยมากนัก แล้วก็การขับขี่ก็สะดวกสบายดีครับ ในครั้งนี้เองเราทำการทดสอบการด้วยระยะทางไกลๆ เลย ประมาณ 1 พันกิโลเมตร ซึ่งทางยามาฮ่าเองก็ได้มีการจัดทริปทดสอบรถมอเตอร์ไซต์รุ่นนี้ขึ้นมาให้สือมวลชนทุกแขนง รวมไปถึงนิตยสารที่ฉบับได้เข้ามาร่วมการทดสอบในครั้งนี้ด้วยนะครับ แล้วเราเองก็ได้รับเกรียรติจากทาง ยามาฮ่า ด้วยเช่นกัน

   สำหรับการทดสอบมอเตอร์ไซต์รุ่นนี้ในครั้งนี้ เราทำการทดสอบกันที่เส้นทางใน 3 รูปแบบด้วยกัน ทั้งทางเรียบ ทางขึ้นเขา รวมไปถึงรูปแบบของถนนเปียกเพราะในระยะทางที่เราขับขี่อยู่นั้นมีฝนตกลงมาด้วย รวมไปถึงทางวิบากเราก็ไปทดสอบกันนะครับ เรื่องของดีไซน์ในตัวรถนั้นก็ดูโฉบเฉียวดีครับ ในฟังก์ชั่นของตัวรถนั้นดูจะทันสมัยดีครับ ตัวเรือนไมค์ต่างๆ เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น ตัววัดรอบ ไฟบอกเกียรื ตัวทริปหนึ่ง ทริปสอง รวมไปถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน อันนี้มีบอกมาทั้งหมดในตัวเรือนไมค์ด้านหน้าครับ ไฟด้านหน้าก็จะเป็นไฟ day light มาให้ ไฟท้ายก็จะเป็นไฟแบบ LED ก็ดูสวยงามดีครับ มาดูสเปคของเครื่องยนต์กันบ้าง จะมีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 150 ซีซี แล้วยามาฮ่าเองก็ออกแบบเสื้อสูบต่างๆ ภายในเครื่องยนต์เป็นแบบ ไดอะซิล ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของทาง ยามาฮ่า เค้าเองนะครับ ให้กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์อยู่ที่ 15.4 แรงม้า ถามผมว่าแรงม้าเท่านี้ มันแรงไหม ตอบได้เลยว่าหลังจากที่ได้ไปทดสอบมาในระยะไกลพอสมควรเนี่ยนะครับ เจอทุกสภาพถนน ผมว่าเครื่องยนต์ตอบสนองต่อแรงบิดได้ดีครับ เครื่องแรงเลยทีเดียว อัตราเร่ง 0-90 เนี่ย ในความรู้สึกผมว่าทำได้ดีครับ มีแรงบิดที่ตอบสนองต่อคันเร่งได้ดี แต่ก็มีข้อเสียตรงแรงปลายบางครับ คือความเร็วตั้งแต่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป อาจจะมีอาการตอบสนองช้านิดหน่อย แต่เมื่อเราเปิดคันเร่งเยอะๆ รถก็มีแรงดึงและทยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องครับ

   ตัวถังน้ำมันของรถคันนี้มีความจุอยู่ที่ 4.2 ลิตร เมื่อเราได้ทดสอบแล้วก็วิ่งได้ยาวๆ กันประมาณ 160 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว คำนวณค่าการสิ้นเปลืองน้ำมันก็อยู่ที่ 40 กิโลเมตรต่อลิตรนะครับ ตัวเลขนี้คือการขับขี่แบบจัดเต็มนะครับ แต่ถ้าขับขี่แบบอีโค้ ก็อาจจะทำตัวเลขการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ดีกว่านี้นะครับ ล้อหลังให้ขนาดล้อมาที่ 120 แต่ว่าล้อหน้านั้นให้มาเล็กไปนิดหนึ่งนนะครับ มีขนาด 70 เท่านั้นเอง ดูเล็กครับล้อหน้า ซึ่งถ้าเข้าโค้งในความเร็วสูงๆ เนี่ยต้องใช้ความระมัดระวังกันสักนิดหนึ่ง แล้วในช่วงทางเปียกที่มีฝนตกด้วยเนี่ย ต้องเพิ่มความระมัดระวังกันอย่างเต็มที่ครับ แต่การที่เค้าให้ยางหน้าขนาดเล้กมาเนี่ย ผมว่าถ้าใครที่จะเอาไว้ใช้งานในเมือง ที่มีการจราจรเยอะๆ เนี่ย ผมว่าสามารถใช้งานได้อย่างคร่องตัวเลยทีเดียวครับ ในเรื่องของระบบการป้องกันการสั่นสะเทือนหรือระบบโช้คนั้น ผมว่าถ้าวิ่งในเมืองที่ไม่ค่อยมีทางขรุขระเนี่ย ให้ความนิ่มนวลได้ดีเลยทีเดียว ถ้าไปวิ่งทางวิบากเนี่ย โช๊คหลังทำงานได้ดีครับ แต่โช๊คหน้านั้นเมื่อไปเจอทางลูกระนาดหรือว่าเจอหลุมใหญ่ๆ โช๊คหน้าจะมีการสั่นและมีเสียงดังที่ได้ยินมาชัดเจนเลยทีเดียวครับ ใครที่ชอบลุยๆ ก็อาจจะต้องเอาโช๊คหน้าไปปรับเซทเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยก็จะดีขึ้นครับ ในส่วนของระบบเบรกเป็นจานดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลัง ซึ่งความรู้สึกต่อระบบเบรกที่ได้นั้น ในช่วงขับขี่แรกๆ เบรกจะยังไม่ร้อน อาจจะทำให้เบรกแล้วรู้สึกว่ามันทื้อไปนิดหน่อย แต่พอวิ่งไปได้สักระยะหนึ่ง การเบรกก็จับติดดีเลยทีเดียว ถือว่ารู้สึกปลอดภัยในเรื่องของระบบเบรกในรถคันนี้ครับ

   สำหรับใครที่กำลังมองหา gadget สินค้าอินเทรนด์แบบนี้หรือว่ารถมอเตอร์ไซต์แบบนี้อยู่ ก็ต้องเข้าไปสัมผัสตัวจริงกันได้แล้วที่ศูนย์บริการยามาฮ่าทั่วประเทศครับ ในส่วนตัวผมเองกับความรู้สึกที่ได้ทำการทดสอบมา ผมว่าขับขี่ในทางเรียบในระยะทางไกลๆ ผมว่าค่อนข้างที่จะให้อารมณ์ในการขับขี่ที่ดี ไม่เมื่อย แต่อาจจะไม่เหมาะกับเส้นทางวิบากหรือว่าทางขรุขระมากนักเท่านั้นเองครับ

Review Honda Forza 300 มอเตอร์ไซต์คันนี้มีดีที่ตรงไหน

 

   สวัสดีครับเพื่อนๆ 108plaza ทุกท่าน ก็อย่างเช่นเคยนะครับเราก็จะมี gadget สินค้าอินเทรนด์และ gadget เด็ดๆ ที่จะมารีวิวกันอีกเช่นเคย คราวนี้เป็นคิวของรถมอเตอร์ไซต์ค่าย ฮอนด้า อีกหนึ่งรุ่นใหญ่ มาทำการรีวิวกันครับ ก็คงน่าจะถูกใจเพื่อนๆ ที่รักการขับขี่มอเตอร์ไซต์แนว Touring กันบ้างนะครับ ไม่เสียเวลากันนะครับ เดี่ยวผมจะพาทุกท่านไปดูรูปตัวอย่างของรถที่เราจะรีวิวกันในครั้งนี้ แล้วก็พร้อมๆ กับรายละเอียดของตัวรถกันเลยครับ

   เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อนๆ เมื่อได้เห็นรูปของรถที่เราจะรีวิวกันในครั้งนี้ สวยถูกใจเพื่อนๆ กันบ้างไหมครับ รถคันนี้มาจากค่าย Honda ที่มีชื่อรุ่นว่า Forza 300 นั้นเองครับ ก็ต้องบอกว่ารถรุ่นนี้ได้เปิดตัวออกมาวางจำหน่ายในบ้านเราสักระยะหนึ่งแล้วนะครับ แต่ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ยังทันสมัย รวมไปถึงเรื่องของการดีไซน์ในตัวรถที่ดูสวยงาม ก็ทำให้รถรุ่นนี้ยังเป็นกระแสอยู่ในทุกวันนี้ครับ ผมก็เลยจัดการขอรถกับทาง ฮอนด้า เองมาทำการรีวิวกันซะเลย ซึ่งถ้ามองรถคันนี้แล้วเนี่ย ผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับผู้ที่จะขับขี่ต้องเป็นคนแนวแบบว่าตัวเล็กๆ แตชอบขับมอเตอร์ไซต์ แต่บางทีคนตัวเล็กๆ เนี่ยเค้าจะไปขี่มอเตอร์ไซต์บิ๊กไบท์คันใหญ่ๆ หนักๆ ก็คงจะไม่ไหว ก็อาจจะต้องหันมามองมอเตอร์ไซต์แนวแบบนี้นะครับ

มาดูเครื่องของสเปคเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซต์คันนี้กันบ้างนะครับ ตัวเครื่องยนต์เองเป็นเครื่องแบบ 4 จังหวะ ขนาดความจุของเครื่องก็อยู่ที่ 279 ซีซี ก็อยู่ในพิกัดของรถ 300 ซีซี นะครับ ก็ต้องถือว่าตัว Forza 300 เนี่ยเป็นพี่ใหญ่สุดในตระกูล Forza นะครับ ตัวล้อหน้าให้ขนาดล้อมาที่ขอบ 14 แล้วด้านหลังก็จะเป็นล้อขอบ 13 นิ้ว ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ที่เป็นในเวอร์ชั่นก่อนหน้าเนี่ยนะครับ ขนาดล้อก็จะเล็กลง 1 นิ้ว สำหรับตัวเรือนไมค์ด้านหน้านั้นก็จะประกอบไปด้วยตัวมาตราวัดต่างๆ ก็มีวัดระดับน้ำมันในถัง มาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ แล้วที่พิเศษไปกว่านั้นคือมีตัววัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์มาให้ด้วย แต่ข้อเสียอีกหนึ่งจุดที่เราจับได้แล้วก็มองเห็นชัดเจนเลยในรถรุ่นนี้นะครับ ก็คือว่า ตรงกุญแจของรถรุ่นนี้จะเป็นกุญแจแบบธรรมดาเลย ไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยให้ความหรูหราเลย ก็ใช้กุญแจเสียบแบบปกติ แต่ถ้าผมเองก็เลยไปรีวิวตัว forza 250 มาแล้ว ตัวรุ่นน้องตัวนั้นจะเป็นกุญแจรีโมท คือการทำงานของมันก็จะมีดูกว่านี้นะครับ แค่เราพกรีโมทเอาไว้ติดตัว พอเดินไปใกล้ๆ อยู่ในระยะของตัวรถเนี่ย เราก็สามารถกดสตาร์ทเครื่องได้เลย แต่ตัวนี้เป็นแค่กุญแจอย่างเดียวนะครับ ก็ถือว่าด้อยกว่ารุ่นน้องครับ แต่อีกหนึ่งจุดเด่นของรถ forza 300 คันใหญ่คันนี้นะครับ ทาง ฮอนด้า เองก้ได้เครมเอาไว้ว่า ตัวพื้นที่เก็บสัมภาระด้านใต้เบาะนั้น จะสามารถเก็บหมวกกันน็อคแบบเต้มใบได้ถึง 2 ใบด้วยกันนะครับ ก็ใครที่เดินทางไกลๆ ก็สามารถเก็บหมวกกันน็อคได้ดีเลย ไม่ต้องกลัวหายนะครับ แล้วก็มีพื้นที่เก็บสัมภาระที่เป็นเก๊ะด้านหน้าอีก 2 ที่ พร้อมกับมีสวิทซ์เปิดปิดอีกด้วยนะครับ วิธีการสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถร่นนี้นะครับ ก็จะต้องเปิดสวิทซ์กุญแจขึ้นมา แล้วก็ทำการบีบเบรคทางด้านซ้ายเอาไว้ ทางด้านขวาไม่ติดนะครับ พอบีบเบรกด้านซ้ายแล้ว ก็กดปุ่ม run on-off ก็จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ติดขึ้นมานะครับ ส่วนอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ ก็มีมาครบนะครับ แตร ไฟเลี้ยว ไฟขอทางหรือว่าไฟฉุกเฉิน ก็มีมาให้ครบเลย แต่อีกหนึ่งจุดที่อาจจะเป็นข้อเสียสำหรับใคราบางคนอีกหนึ่งจุดตรงด้านท้ายนะครับ ตรงไฟท้ายของรถรุ่นนี้เนี่ย การออกแบบมาได้ดูสวยงามดีครับ แต่ตัวไฟท้ายนั้นยังเป็นไฟแบบหลอดธรรมดาอยู่นะครับ ยังไม่ได้เป็นไฟแบบ LED ก็น่าเสียดายครับ เพราะว่าถ้าเป็น LED ก็จะดูสวย ดูหรู กว่านี้อีกนิดหนึ่งนะครับ

   แต่เมื่อได้ทดลองขับขี่ในระยะทางสั้นๆ ดูแล้วนะครับ อีกหนึ่งจุดเด่นที่ชอบที่สุดของตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวในครั้งนี้นะครับ ก็คงจะเป็นที่ความนุ่มนวลของการขับขี่ครับ สอดคล้องกับทางฮอนด้าเองได้ที่นำระบบการป้องกันการสั่นสะเทือนจากตัวเครื่องมาสู่บอดี้ของตัวรถ ทำให้ลดการสั่นสะเทือนลงได้เยอะเลยทีเดียว การขับขี่ในระยะทางไกลๆ เนี่ยผมว่าไม่รู้สึกว่าเมื่อยหรือลำบากเลยนะครับ ก็ถือว่าเป็นภาพรวมของการรีวิวเบื้องต้นของรถ Honda forza 300 ในครั้งนี้ครับ

พรีวิว รถยนต์รักโลกที่ขับได้จริง Nissan Leaf MY12 2016 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งคันในเวอร์ชั่นชาร์จไฟแบบไร้สาย

 

   108plaza รีวิวสินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความตื่นเต้นของผมและทีมงานเลยก็ว่าได้ เพราะได้มีโอกาสที่จะได้สัมผัสกัยนตรกรรมระดับโลกที่มีรางวัลมาการันตีมากมาย ในเรื่องของรถยนต์แบบรักโลก ซึ่งในเมืองไทยตอนนี้ถือว่ามีค่ายเดียวที่นำรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งคันที่วิ่งได้จริงแล้วก็ใช้งานได้จริงอยู่ในขณะนี้ กับรถยนต์คันนี้ครับ Nissan Leaf MY12 เวอร์ชั่น 2016

   เรื่องข้อมูลพื้นฐานของรถตัวนี้นะครับ เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งคันที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมของโลกในปี 2011 มาแล้ว ซึ่งก็ต้องบอกว่าตัวนี้เนี่ยที่เราเอามารีวิวครั้งนี้ถือว่าเป็นรูปโฉมเก่าที่ขายในญี่ปุ่นเมื่อปี 2010 มาก่อน แล้วเรื่องของระบบต่างๆ ส่วนมากยังเป็นแบบเก่าอยู่ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ทาง นิสสัน เองก็บอกกับเราไว้ว่าจะมีตัวใหม่ออกมาที่พัฒนามาแล้ว แต่ตัวนี้ที่เป็นเวอร์ชั่นปี 2012 ในเมืองไทยนี้ แล้วตอนนี้ปี 2016 แล้วก็มีการพํมนาในเรื่องของระบบไฟฟ้าภายในมาพอสมควรครับ ก็ถือว่ามีอะไรใหม่ๆ มาให้เราได้รีวิวกันในครั้งนี้เยอะอยู่ครับ แต่เรื่องของรูปโฉมที่เป็นรถแฮ็ดแบ็ค 5 ประตูก็ยังคงเดิมอยู่ ด้วยกระแสตอบรับของคนทั่วโลกที่ซื้อรถคันนี้ไปแล้วในระยะเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา มียอขายมากถึง 2 แสนคันแล้วนะครับ

   สำหรับในเวอร์ชั่นปี 2016 ที่เรานำมารีวิวนี้ มีการพัฒนาตัวแบตเตอร์รี่ให้มากขึ้น เก็บไฟได้เยอะขึ้น แล้วก็วิ่งได้ไกลขึ้นด้วยนะครับ รวมไปถึงการรองรับการชาร์จไฟแบบไร้สายอีกด้วย แต่เมื่อดูดีไซน์รอบคันแล้วอาจจะไปคล้ายกับตัว นิสสัน ทีดาร์ เหมือนกันนะครับ แต่จะมีบอดี้ที่ใหญ่กว่า กว้างกว่า แล้วก็ดูว่ามันมีเทคโนโลยีที่ล้ำกว่าด้วยนะครับ มาพร้อมกับการตกแต่งรอบคันในธีมฟ้า ขาว เป็นรถรักโลกที่มีโคมไฟหน้าเป็นรูปใบไม้แบบไฮโรเจนและมองยาวไปถึงไฟท้ายก็เป็นแบบ LED ดูทันสมัยไม่เบาเลยครับ ตัวนิสสัน leaf คันนี้มาพร้อมกับล้อแม็กอัลลอย ขนาด 16 นิ้ว แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าจะชาร์จไฟตรงไหน ในรถคันนี้มีพอร์ดสำหรับเสียบชาร์จไฟบ้านแบบทั่วไป 220v อยู่ทางด้านหน้าของตัวกระโปรงรถครับ ซึ่งการชาร์จต้องใช้ชุดหัวชาร์จที่มีมาให้ในกระเป๋าที่อยู่ทางด้านท้ายรถเท่านั้น ส่วนอีกหสึ่งพอร์ดจะเป็นชาร์จแบบ quick charge หรือว่าชาร์จไวนะครับ จะใช้การชาร์จจากไฟฟ้าแรงดันสูง 480v ซึ่งจะชาร์จไฟได้ภายใน 30 นาทีเท่านั้นก็จะเต็มแล้ว แต่การชาร์จแบบนี้มันต้องไปชาร์จที่สถานีจ่ายไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งในบ้านเราก็ยังหาได้ยากอยู่นะครับ แต่ถ้าชาร์จแบบปกติที่บ้านททั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงถึงจะเต็ม โดยจะมีไฟบอกสถานะว่าแบตเต็มหรือยังอยู่ทางด้านในรถที่ด้านคอนโซนหน้านั้นเองครับ

   ส่วนการออกแบบภายในของรถคันนี้เป็นแนวสีครีมสลับกับสีเทา แบบเรียบๆ พร้อมกับตัวเบาะสีดำแบบเปียโน แบล็ค แล้วก็มีฟังก์ชั่นการใช้งานแบบทั่วไปที่เข้าใจได้ง่าย อย่างเช่น ระบบแอร์แบบออโต้ พวงมาลับมิลติฟังก์ชั่นแบบสามก้าน สามารถควบคุมเครื่องเสียงภายในรถพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ตรงกลางได้ แล้วก็ยังมีเบรกมือแบบไฟฟ้ามาให้อีกด้วย การใช้งานก็ไม่ยากครับ ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์มาให้กดสตาร์ทรถ แผงหน้าจอก็จะติดขึ้นมาแสดงสถานะของรถยนต์ว่าพร้อมใช้งานหรือยัง เท่านี้เองครับ สำหรับตัวขุมพลังด้านหน้ารถนั้นเป็นแบบ synchronous motor 109 แรงม้า และแรงบิด 280 นิวตัน-เมตร ชุดเกียร์แบบ single speed โดยจะเป็นการส่งกำลังการขับเคลื่อนมาที่ล้อคู่หน้า การทดสอบความเร็วจาก 0-100 จะสามารถทำได้ในเวลาเพียง 11.03 วินาทีเท่านั้นเอง แล้วถือว่าเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าที่สามารถกดคันเร่งได้ตั้งแต่เริ่มออกตัวโดยที่ไม่ต้องรอรอบเครื่องอีกด้วย แต่เมื่อกดคันเร่งไปยาวๆ จะรู้สึกว่าตัวเครื่องสามารถทำได้ที่ความเร็วประมาณ 125 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าจะคั้นให้ได้ความเร็วมากกว่านี้จะรู้สึกว่าหนึดๆ นิดหน่อย ต้องลากยาวๆ ไปสักนิดหนึ่งจะสามารถทำความเร็วได้ถึง 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ แต่ก็ถือว่าเป็นรถที่ใช้ความเร็วได้ปกติอยู่แล้วนะครับ แล้วก็มีคนสงสัยว่ารถคันนี้จะสามารถวิ่งได้ในระยะทางเท่าไหร่ในการชาร์จจนเต็มหนึ่งครั้ง โดยการทดสอบแล้วเมื่อชาร์จจนเต็มจะสามารถวิ่งได้ประมาณ 120 กิโลเมตรครับ ก็คงเพียงพอสำหรับใครที่ต้องใช้รถในระยะทางสั้นๆ ขับไปทำงานในทุกๆ วันได้อย่างไม่มีปัญหาครับ แต่ทางนิสสันเองก็บอกกับเราว่าระยะทางที่วิ่งได้ในการชาร์จหนึ่งครั้งจะทำได้ที่ 160 กม. นะครับ ซึ่งคำนวณดูแล้วจากค่าไฟต่อ 1 กม. จะต้องจ่ายค่าไฟอยุ่ที่ 75 สตางค์/กิโลเมตรเท่านั้นเอง

   สำหรับอารมณ์ในการขับขี่ นิสสัน leaf ที่เป็นสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ให้อารมณ์ที่นุ่ม หนึบ แล้วก็เงียบด้วย แต่มันก็มีข้อติอยุ่ตรงที่ การใช้งานจริงนี่ละครับ ที่ระบบมันจะโชว์ว่าระยะทางที่ขับได้จริงมันจะไม่ถึง 160 กม. ตาที่นิสสันได้บอกเอาไว้ จะสามารถทำได้จริงก็ปรมาณ 95-100 กม. ยิ่งถ้าเราวิ่งเร็วเท่าไหร่ ตัวระบบจะโชว์ระยะทางที่วิ่งได้น้อยลงไปเท่านั้นนะครับ ก็ต้องรอดูว่าในเวอร์ชั่นใหม่นี้ ทางนิสสันเองจะปรับแก้เรื่องการวิ่งที่ได้ระยะทางที่ไกลขึ้นกว่านี้หรือไม่ ต้องติดตามกันดูครับ

Hyundai H1 Elite

Hyundai H1 Elite รถตู้ในตลาด gray market ที่เป็นรถในกลุ่ม MPV อีกหนึ่งรุ่นที่มีความหรูหราไม่แพ้ใคร

   หลังจากที่ทีมงาน 108plaza ของเราได้ทำการรีวิวรถยนต์ตู้ระดับพรีเมี่ยมทางค่ายโตโยต้าไปแล้วอย่างในรุ่น alphard และ vellfire ไปแล้ว แน่นอนว่าค่ายนั้นเค้าครองตลาดรถยนต์ในบ้านเรามานาน เรื่องราคาก็ต้องรุ่นแรงเป็นธรรมดา แต่เมื่อมีคู่แข่งอย่าง Hyundai มาเริ่มบุกตลาดในบ้านเราในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ market share ในตลาดรถยนต์ก็แบ่งไปตามความชอบของแต่ละบุคคลกันมากขึ้น ทำให้ค่ายรถยนต์สันชาติเกาหลีอย่าง Hyundai นั้นสามารถครองตัวอยู่ในตลาดรถยนต์บ้านเราได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทำให้เป็นที่มาของวันนี้ที่ผมต้องอดใจไม่ได้เมื่อทำการรีวิวรถยนต์ระดับนี้กับค่ายคู่แข่งไปแล้ว ก็ต้องมาให้ความเป็นธรรมกับคู่แข่งรายใหม่กันบ้าง เพื่อจะได้นำเสนอทั้งข้อดีและข้อเสียของทั้งสองค่ายนี้ที่ถือว่าผลิตรถยนต์ในกลุ่มเดียวกันมาแข่งขันกันทางการตลาดในบ้านเรา แล้วสินค้าอินเทรนด์ของทาง Hyundai เค้าในวันนี้ก็คือ H1 Elite ครับ จะสวยงามขนาดไหน มาดูกันครับ

   ก็ต้องบอกอย่างนี้ครับ เมื่อเห็นรูปโฉมครั้งแรกของรถยนต์รุ่นนี้แล้วก็พอเดาออกเลยว่ามาจากค่าย Hyundai เพราะทรงจะออกเหลี่ยมๆ ทรงตู้ชัดเจนเลย เป็นรถแบบ MPV ที่ทำตลาดได้ดีในบ้านเราขณะนี้ด้วยครับ ถ้าให้มองในส่วนของปั้นท้ายอย่างเดียวก็คงจะไม่สวยถูกใจผมสักเท่าไหร่ เพราะดูเหลี่ยมเกินไป แต่เมื่อมาดูภาพรวมด้านหน้ายาวไปถึงด้านท้ายอย่างในรูปนี้ก็ถือว่าก็ลงตัวอยู่พอสมควรนะครับ อันนี้แล้วแต่ความชอบครับ เรื่องดีไซน์ผมให้ประมาณ 80 เปอร์เซนต์ครับ ซึ่งที่ผมได้มารีวิวในวันนี้ก็เป็นรุ่นรองรับในซีรี่ย์ H1 นี้นะครับ มีค่าตัวอยู่ประมาณ 1.4 ล้านบาทเศษเท่านั้น ก็คือว่าราคาเบากว่าคู่แข่งที่ผมได้ทำการรีวิวไปนะครับ สำหรับการรีวิวในวันนี้จะได้ทดสอบทั้งในโหมดของการขับขี่ด้วย แล้วก็การใช้งานในห้องผู้โดยสารตอนหลังด้วยนะครับ ก็ถือว่าเป็นการทดสอบสมรรถนะไปในตัวเลยครั้งเดียว

   สำหรับรุ่นรองท๊อปตัวนี้ประตูบานเลือน 2 ฝั่งยังไม่ใช่ไฟฟ้านะครับ ประตูท้ายก็ยังไม่ใช่ไฟฟ้าด้วย แต่ประตูมีบานใหญ่พอสมควรทั้ง 3 บาน ขนของสัมภาระต่างๆ ถือว่ามีพื้นที่กว้างมากเลย กว้างกว่าคู่แข่งด้วยนะครับ ส่วนตัวล้อนั้นมาพร้อมล้อแม็กขนาด 16 นิ้วล้ำอัลลอยสวยงามครับ แต่ที่ผมชอบอยู่อย่างหนึ่งของรถยนต์ค่ายนี้ เหมือนจะให้อารมณ์ในการใช้รถฝั่งยุโรปครับ คือมีความแข็งแรง แน่หนา ไม่รู้สึกบอบบางเหมือนกับอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นค่ายญี่ปุ่น เมื่อขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งคนขับก็รู้สึกว่ามองเห็นได้รอบคันอย่างสบายเลยครับ เพราะตำแหน่งคนขับอยู่ค่อนข้างสูง พร้อมกับความกว้างของตัวรถ ถือว่าเป็นรถตู้ที่คอนข้างใหญ่ครับ ส่วนอุปกรณ์ตกแต่งภายในถือว่ายังแพ้ค่ายคู่แข่งอยู่นะครับในตัวนี้ ภายในตกแต่งด้วยลายไม้พร้อมเครื่องเสียงและวิทยุแบบธรรมดา ไม่ได้มีออฟชั่นอะไรมากมายนัก เหมาะสำหรับคนที่ชอบไปแต่งเครื่องเสียงเพิ่มเติมเอง ซึ่งออฟชั่นไม่เยอะแบบนี้ก็เพราะเป็นรุ่นรองท็อปก้ได้นะครับ ส่วนเบาะนั่งนั้นเป็นเบาะหนังแท้ที่ให้ความหรูหราได้ดีเช่นกัน เป็นเบาะนั่งแบบ 3 แถว 12 ที่นั่งครับ พร้อมรางเลื่อนของเบาะนั่งในแถวที่ 2 ที่ปรับหมุนได้ 180 องศา สามารถปรับเปลี่ยนเบาะให้กลายเป็นห้องประชุมได้ขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว

   Hyundai H1 Elite มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 2.5 ลิตร 4 สูบแถวเรียง ให้กำลังสูงสุดที่ 175 แรงม้าที่ 3600 รอบและ แรงบิดสูงสุดที่ 441 นิวตันเมตรที่ 2000-2250 รอบ แต่ก็ไม่แปลกอะไรครับเพราะเครื่องยนต์ตัวนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากตัวเติม ใช้บล้อกเดียวกันกับทุกซีรี่ย์ที่เข้ามาขายในบ้านเรา เมื่อผมได้ขึ้นไปนั่งในตำแหน่งคนขับก็ให้อารมณ์ที่ขับง่ายครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นรถตู้คันใหญ่และยาวก็ตาม เพราะสามารถมองเห็นได้รอบรถอย่างสบายตา แล้วก็มาพร้อมกับเกียรือัตโนมัติ 5 speed ที่ขุมพลังเป็นดีเซลเทอร์โบด้วยแล้ว การออกตัวถือว่าทำได้ดีครับ ถึงแม้ว่าจะมีบอดี้ที่ใหญ่ การเข้าโค้งต่างๆ เมื่อเทียบกับรถตู้แบบ MPV นี้แล้ว ผมถือว่าทาง Hyundai ทำได้ดีครับ สมรรถนะของรถที่ผลิตในโรงงานอินโดนีเชียนี่ทำได้ค่อนข้างมั่นใจในการขับขี่ครับ

   สำหรับใครที่หวังในการขับขี่แบบออกตัวแรง ติดเท้า อาจจะไม่ตอบโจทย์นะครับ เพราะรถแบบนี้เน้นเรื่องความนุ่มนวลเป็นหลัก มีความคล่องตัว ทยานไปข้างหน้าด้วยความเรียบเนียนครับ เครื่องปรับอากาศก็ถือว่าทำความเย็นได้ดีทั่วห้องโดยสาร ก็ถือว่าการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ในวันนี้ตอบโจทย์รถยนต์ที่เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการโดยสารได้อย่างดีครับ ใครที่ไม่ติดแบรนด์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคุณครับ

 

Review All New Toyota Yaris

Review All New Toyota Yaris รถเก๋ง 5 ประตูให้ความโฉบเฉียวที่ดูวัยรุ่น แต่งสวย นั่งสบาย พร้อมกับความประหยัดในรูปแบบ Eco car

   วันนี้ทางทีมงาน 108plaza ก็จะพาทุท่านไปชมรถเก๋งขนาดกลางอีกหนึ่งตัวของทางโตโยต้าที่กำลังเป็นเทรนด์ของวัยรุ่นอยู่ตอนนี้ ที่เห็นแล้วต้องบอกว่าสวยงามตามแบบฉบับของโตโยต้าที่เป็นเจ้าของตลาดรถยนต์ในหลายๆ รุ่นทั่วประเทศที่ได้รับความนิยมกันในขณะนี้เลย เรียกว่าออกรุ่นไหนๆ มาก็ขายดีและก้มีชาวคลับโตโยต้ามากมายที่กระจายตัวกันอยู่ในจังหวัดต่างๆ เรียกว่าวันนี้เราก็จะพาไปดู โตโยต้า ยารีส ตัวที่เป็นอีโค้คาร์ตัวแรกของทางโตโยต้าเค้าทำขึ้นมานะครับ เดี่ยวเราไปดูสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้พร้อมๆ กันเลยดีกว่าครับ

   เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เห็นรูปลักษณ์เห็นเส้นสายในการออกแบบตามหลักกลศาสตร์ของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ นี้ดูสวยงาม ดูเท่ห์ มีสไตล์มากเลยใช่มั้ยละครับ นี่คือรูปแบบเดิมๆ ที่ออกจากโรงงานนะครับ ถ้าได้แต่งหล่อกันอีกสักนิด ใส่ชุดแต่งเข้าไปเพิ่มก็จะดูสวยไม่เบาเลยทีเดียว เรื่องภายนอกนี่ผมคิดว่าสวยถูกใจผมมากเลย มีคะแนนสิบก็ให้เต็มสิบ อาจจะตัดคะแนนตรงเส้นสายแบบสี่เหลี่ยมคางหมูหรือบางคนเรียกว่าหนวดปลาดุกด้านหน้าไปสักนิด สำหรับคนที่ไม่ค่ยอชอบแนวนี้ แต่ก็ไปแต่งเพิ่มได้ ไปลบเส้นสายตรงนี้เปลี่ยนเป็นกระจังหน้าตามแบบตัวเองได้ไม่มีปัญหาตรงนี้ พอผมได้เปิดดูตรงด้านท้าย ตรงห้องเก็บสำภาระนั้น ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างใหญ่กว่าตัวเดิมมาก เพราะตัวใหม่นี้ด้วยขนาดรถที่ใหญ่ขึ้น ฐานล้อกว้างขึ้น ดูรายละเอียดหลายๆ จุดแล้วดูว่าจะพัฒนาและใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยมาเยอะครับ ทางด้านโตโยต้าในครั้งนี้ เมื่อได้ทดลองนั่งในแถวที่สองดูแล้วก็กว้างสบายดีครับ ตัวเบาะนั่งก็ค่อนข้างโอบรับกับลำตัวดีมากเลย ทำให้นั่งในระยะทางไกลๆ ได้แบบไม่ต้องกังวลว่าจะเมื่อยนะครับ มีมือจับมาให้ทุกตำแหน่งรวมทั้งตำแหน่งทางด้านคนขับ ทางด้านหน้า พวงมาลัยในตัวท๊อปเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น มีรุ่นเดียวนะครับ ในตัวท๊อปเท่านั้น แอร์ออโต้ ไม่แยกฝั่ง แล้วก็มีกระจกบานหน้าที่เป็นกระจกบังลมแบบดูดซับเสียงจากภายนอกที่มีให้มาเฉพาะในตัวท๊อปเท่านั้น ในส่วนของเครื่องยนต์เป็นขนาด 1200 ซีซี 86 แรงม้า 108 นิวตันเมตร ก็ถือว่าเป็นเครื่องเล็กและมีแรงม้าไม่เยอะ แต่สามารถทำแรงบิดได้ค่อนข้างน่าพอใจครับ เดี่ยวเราจะได้รู้กันว่าเมื่อทดลองขับจริงแล้วนั้นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

   มาถึงโหมดการทดลองขับขี่กันบ้างครับทุกท่าน แม่ เสียดายจริงๆ ว่าเราเป็นเรื่องของการรีวิวที่เป็นบทความ แต่ถ้าเราได้ทำการรีวิวกันแบบวีดีโออะไรแบบนี้ก็คงจะรู้สึกได้ดีกว่า แต่ไม่เป็นไรครับ เดี่ยวผมจะอธิบายความรัสึกทั้งหมดรวบรวมไว้เป็นตัวหนังสือแล้วกัน ก็ต้องบอกว่า yaris ตัวใหม่นี้เป็นอีโค้คาร์ ที่ผ่านมาตรฐานยูโรโฟร์แล้วนะครับ ซึ่งราคาตัวท๊อปสุดเนี่ยอยู่ที่ 6 แสนทอน 1 พันบาทครับ ตัวล่างสุดก็เริ่มด้วย 4.7 แสนมีทอน 1 พันเช่นกันครับ เรื่องของเคื่องยนต์ 1.2 ลิตรอีโค้คาร์ ก็ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า มันไม่ได้ทันอกทันใจมากนักซะทีเดียว แต่ก็มีแบบให้อารมณ์แบบหลังติดเบาะได้นิดๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น จังหวะเร่งแซงรถใหญ่ รถบรรทุกอะไรแบบนี้ก็ต้องดูจังหวะกันให้ดีๆ ครับ เพราะคุณอาจจะเกิดภาวะแบบเร่งแซงไม่พ้นอะไรแบบนี้ได้

   เรื่องของระบบช่วงล่าง ระบบเบรกตอบสนองดีครับ เบรกได้ทันอกทันใจดี ระยะเบรกสั้น แต่เรื่องการเข้าโค้งในอัตราเร่งที่สูงๆ หน่อยเหมือนเดิมในฟิลลิ่งโตโยต้าเลยครับ จะรู้สึกว่าท้ายจะออกไปสักหน่อย แต่ถ้าอยู่ในความเร็วไม่มากนักเนี่ยนะครับ ก็ถือว่ามั่นใจเลยทีเดียว ฉะนั้น เรื่องของช่วงล่างนั้นก็อยู่ในระดับกลางๆ แล้วกัน ไม่ถึงกับดีมากในระดับรถแบบอีโค้คาร์ ก็คือเน้นมาให้ใช้งานแบบประหยัด แบบอารมณ์ชีวิตแบบ slow life แบบช้าๆ ค่อยๆ ไปอะไรแบบนั้นนะครับ เน้นเรื่องของความประหยัดอัตรากันสิ้นเปลืองน้ำมันแล้วกัน ถ้ารักษาอัตราเร่งให้เท่ากันไปเรื่อยๆ ขับแบบไม่เร่งกระทันหัน ไม่เบรกกะทันหัน ไม่กระชากตอนออกตัว รอรอบเครื่องมันขึ้นไปเรือ่ยๆ แบบนี้ถือว่าจะสามารถทำอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ดีเลยทีเดียว อาจจะขึ้นไปถึง 18 กม./ ลิตร กันเลยทีเดียว แต่ใช้จริงก็ไม่ค่อยถึง อาจจะต่ำกว่านี้สักเล็กน้อยๆ ถือว่าเป็นรถเก๋งที่ซื้อมาเพื่อความประหยัด แต่งสวย ขับแล้วไม่อายใคร เพราะใช้ในเมืองก็ไม่จำเป็นที่ต้องเร่งได้เร็วเท่าไหร่ เพราะในเมืองรถติดก็วิ่งได้ไม่เกิน 100 กม./ชม. อยู่แล้วจริงมั้ยครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่เรานำมารีวิวกันในวันนี้แล้วน่าซื้อมากเลยทีเดียวครับ ได้ความคุ้มค่าและความประหยัดด้วย