Archive for สินค้าทั่วไป

Preview Sneakair By Easyjet รองเท้านำทางแบบใช้ Google map

 

   เปิดตัวมาแล้วเป็นที่เรียบร้ยอ แล้วก็นำมาพรีวิวกันก่อนใครเลย กับ รองเท้าที่จะช่วยให้คุญเดินแบบไม่หลง แล้วก็จะเดินได้ง่ายขึ้นแบบที่ไม่ต้องเอาสายตาไปมองแต่หน้าจอบน google map อีกต่อไป สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนั้นก็คือ รองเท้านำทางนั้นเอง เจ้าสิ่งนี้มันจะช่วยคนที่ชอบเดินท่องเที่ยวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยในช่วงวันหยุดหรือว่าเวลาเราเดินไปในเส้นทางต่างๆ แบบที่ว่าเราไม่รู้จักเส้นทาง ร้องเท้านำทางตัวนี้จะช่วยนำทางเราไปโดยเชื่อมต่อกับ google map ได้ ซึ่งมันก็เป็นข้อดีตรงที่ว่าเราก็ใช้สายตาเรามองทางเดินอย่างเดียว ซึ่งถ้าเราใช้ google map นำทางในแบบปกติที่ใช้บนสมาร์ทโฟน แล้วเราก็ต้องมองหน้าจอไปด้วย มองทางไปด้วย บางทีไปเดินตกท่อ ตกหลุ่ม สะดุดทางกีดขวางอะไรแบบนี้ ก็ทำให้เกินอุบัติเหตุได้ง่ายๆ จากการเดินในเส้นทางไกลๆ และไม่รู้จัก แต่รองเท้านำทาง sneakair by easyjet คู่นี้จะช่วยเราได้

   ล่าสุดทางทีมงาน 108plaza ก็ได้ทราบว่ามี gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวใหม่ที่เปิดตัวขึ้นมาที่ประเทศอังกฤษ ก็มีหนึ่งสายการบินต้นทุนต่ำ ที่มีชื่อเสียงทางด้านที่ว่าจะใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วที่อยุ่บนเครื่องจับอัดผู้โดยสารให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้กำไรจากการทำสายการบินต้นทุนต่ำนั้นเอง ก็อย่างที่เพื่อนๆ เห็นนี่แหละนะครับ ในรูปตัวอย่างสินค้าของเราเป็นรองเท้า แล้วทำไมมาเกี่ยวอะไรกับสายการบินต้นทุนต่ำในอังกฤษ ก็คือว่า easyjet ซึ่งเป็นสายการบิน low cost airline สายการบินหนึ่งในอังกฤษ ได้คิดค้นแล้วก็พัฒนาตัวรองเท้านำทางอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่าเป็นรองเท้าที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ มีระบบที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนในฝั่ง Android ได้ด้วย แล้วก็สามารถที่จะเชื่อมต่อไปยังระบบนำทางอย่าง google map ได้อีกด้วย ซึ่งสายการบิน easyjet เองก็พบว่าผู้คนในอังกฤษเองในช่วงวันหยุดจะมีผู้คนที่เดินทางด้วยวิธีการเดินเท้าเพื่อไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่ไม่ค่อยรู้จักเส้นทางกันค่อนข้างมาก ทำให้มีการใช้ google map เพื่อที่จะเดินทางกันก็เยอะด้วยในอังกฤษ แต่ส่วนมากแล้วถ้าผู้คนในอังกฤษส่วนมากมองแต่หน้าจอเพื่อที่จะเดินไปตามเส้นทางไหน ซ้ายหรือขวาหรือตรงไห อะไรแบบนี้ ก็จะมักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง easyjet ก็เลยหัวใสคิดค้นรองเท้านำทางตัวนี้ขึ้นมา

   Sneakair เป็นรองเท้าที่ได้รับการติดตั้งชิปประมวลผลเข้าไปด้านในเป็นชิปที่เรียกว่า Arduino ซึ่งชิปตัวนี้ก็จะมีระบบปฏิบัติที่ฝังอยู่ในรองเท้าทั้งสองข้าง โดยที่ตัวรองเท้าเองจะมีระบบสั่นทั้งด้านซ้าย และ ด้านขวา ถ้าสั่นที่รองเท้าข้างซ้าย นั้นแปลว่าให้เราเลี้ยวซ้าย สั่นที่รองเท้าข้างขวา ก็ให้เราเลี้ยวขวา แล้วเมื่อถึงที่หมาย รองเท้าก็จะสั่นพร้อมๆ กันทั้งสองข้าง แต่ถ้าเราเดินออกนอกเส้นทางไป โดยที่รองเท้าคู่นี้จะสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้วก็ Google map อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ระบบก็จะทำการค้นหาเส้นทางให้ใหม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งโครงการที่สร้างเจ้า sneakair รองเท้านำทางคู่นี้ขึ้นมาก็อยู่ในโครงการ Barcelona street ด้วย เพื่อให้ผู้คนได้เดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดด้วยวิธีเดินเท้าได้อย่างสะดวกมากขึ้นแล้วก็สามารถค้นหาเส้นทางที่ใกล้ที่สุดเพื่อไม่ให้เหนื่อยในการเดินเท้าในระยะทางไกลๆ ได้ด้วยนั้นเอง

   ก็อย่างที่บอกไปนะครับว่า ตัว sneakair นั้นจะมีชิป arduino ที่จะจำลองการสั่นขนาดจ็วอยู่ตรงบริเวณรองเท้า ก็จะคล้ายๆ กับระบบการสั่นที่อยู่ในสมาร์ทโฟนนั้นเอง แล้วก็มีจะมีบลูทูธพลังงานต่ำ แล้วก็แบตเตอร์รี่ขนาดเล็กอยู่ด้านในด้วย ซึ่งก็จะทำงานร่วมกับตัว google map API ที่อยู่บนสมาร์ทโฟนของเรา ทำงานเข้าด้วยกันกับตัวรองเท้า ซึ่งนั้นก็หมายความว่าถ้าผู้ที่มีรองเท้าคู่นี้ จะใส่แค่รองเท้าไปอย่างเดียวก็ไม่สามารถทำงานหรือนำทางได้ เราต้องพกสมาร์ทโฟนแล้วก็เชื่อมต่อรองเท้าให้เข้ากับสมาร์ทโฟนด้วยระบบบลูทูธเข้าไปด้วยกันก่อน ก็จะสามารถใช้รองเท้านำทางตัวนี้เข้าไปได้นั้นเอง หลังจากที่รองเท้า sneakair คู่นี้ได้เปิดตัวออกมาในประเทศอังกฤษเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2016 ที่ผ่านมา ก็ได้รับความสนใจจากผู้คนในอังกฤษกันค่อนข้างมากเลยทีเดียวครับ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกับว่า easyjet เจ้าของโปรเจคนี้จะทำการตลาดไปทั่วโลกหรือเปล่า อย่างไงก็ต้องติดตามข่าวสารกันดูเรื่อยๆ นะครับ

   ก็คงเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่คนไทยอย่างเราๆ ก็อยากจะได้มาใส่เพื่อเดินในทางเท้าในบ้านเราอยู่มากเลยทีเดียวนะครับ เพราะบางทีเราก็หลงทางไม่รู้จะเดินไปทางไหนเหมือนกันใช่ไหมละครับ ส่วนครั้งหน้าทีมงาน 108plaza ของเราจะมีอะไรมีพรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีกนั้น ต้องรอติดตามกันด้วยนะครับ

รีวิว หมวกกันน๊อคลายการ์ตูน AGV GP-Tech Misano2 Limited Edition มีเพียง 1,500 ใบเท่านั้น

 

108plaza รีวิวสินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้ก็มาเอาใจสิงห์นักบิดกันอีกสักหน่อยครับ เค้าว่ากันว่าของข้างกายนักเตะก็คือรองเท้าสตั๊ซ ของข้างกายนักรบก็คืออาวุธ แต่ของข้างกายสิงห์นักบิดก็ต้องเป็นหมวกกันน๊อค ใช่ไหมละครับ ผมก็เลยไปนำเอาหมวกกันน๊อคที่คิดว่ามันพรีเมี่ยมสุดๆ เลย ที่หลายคนเห็นแล้วก็น่าจะชอบนะครับ เพราะหมวกกันน๊อคใบนี้ รุ่นนี้ มันทำมาเพียงไม่กี่ใบเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นรุ่นหายากครับ จะมัวเสียเวลาอยู่ทำไม มาดูรูปและรีวิวกันเลยดีกว่าครับ

   ก็ต้องบอกว่าหมวกกันน๊อคที่เห็นในรูปนี้เป็นรุ่นที่หาได้ยากจริงๆ ในตอนนี้นะครับ เพราะว่าทั่วโลกเนี่ยมีการผลิตออกมาขายเพียง 1500 ใบเท่านั้นเอง หรือคนทั่วไปที่รู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า misano2 เป็นหมวกกันน๊อคลายการ์ตูนครับ ซึ่งลายอย่างที่เห็นนะครับก็มีไอเดียร์มาจาก วาเลนดิโน่ ลอสซี่ ที่เปรียบลวดลายบนหมวกกันน๊อคใบนี้ว่าเป็นผู้ที่ผ่านสังเวียนมาอย่างโชกโชนแล้วด้วยนั้นเอ ถือว่าเป็นลายหมวกกันน๊อคในตำนานเลยก็ว่าได้นะครับ ใครที่มีอยู่แล้วอาจจะไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไหร่ แต่อยากจะเก็บเอาไว้โชว์มากกว่านะครับ เพราะหมวกกันน๊อคลายสวยๆ แล้วมีน้อยอย่างนี้เนี่ย เก็บไว้แน่นอนว่ามีต้องมีราคาแน่ๆ แต่ถึงแม้ว่าใครที่มีหมวกกันน๊อคใบนี้แล้ว ซื้อมาก็บอกว่าต้องใช้สิ จะเอามาเก็บทำไม เสียของหมด ก็ได้เช่นกัน เพราะว่าหมวกกันน๊อคใบนี้ครับ ได้รับรางวัลการันตีถึง 5 ดาวจากชาร์ปว่าเป็นหมวกกันน๊อคที่มีความปลอดภัย แข็งแรง ทนทาน แล้วก็สามารถใช้เพื่อการขับขี่สองล้อได้อย่างดีเลย ซึ่งอันนี้ต้องบอกว่าผมไม่ได้มีสินค้าขายนะครับ เห็นเพื่อนๆ นักบิดสองล้อหลายท่านที่ผมเคยรีวิวหมวกกันน็อคไปในหลายๆ รุ่นอินบ๊อกเข้ามาถามกันใหญ่เลยว่ารุ่นนั้นรุ่นนี้มีขายหรือไม่ ใบเท่าไหร่ อะไรแบบนี้นะครับ ต้องบอกว่าเราไม่มีขายนะครับ เราเองเป็นผู้รีวิวเท่านั้นเอง บางอย่างก็ได้จากร้านที่เค้าใจดีส่งมาให้รีวิว บางอย่างก็ซื้อมาเอง แล้วก็มาแกะกล่องรีวิวกันแบบบทความอย่างนี้นะครับ ก็เพียงแค่อยากจะให้เพื่อนๆ ได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นกันว่ามันมีอะไรที่จะสามารถบ่งชี้ถึงข้อดีข้อเสียของสินค้าแต่ละตัวได้ก็เท่านั้นเองครับ

   สำหรับตัวบอดี้ของหมวกกันน๊อคเนี่ยนะครับ ทำมาจากตัวัสดุที่เป็นคาร์บอนเคฟลาร์ ที่ให้น้ำหนักที่เบา แล้วก็มีความแข็งแรง ทนต่อแรงกระแทกด้วยนั้นเอง ซึ่งหลังจากที่ผมเองก็ได้ไปหาข้อมูลจากตัวที่เป็นผู้ผลิตเองรวมไปถึงเว็บไซต์ของ AGV เองก็บอกว่าหมวกกันน๊อครุ่นนี้พัฒนามาให้มีความเหมาะสมกับศีรษะมนุษย์มากที่สุด เพื่อที่จะให้รองรับการการสวมใส่ที่พอดีและก็ใส่สบายมากที่สุดด้วย ผมก็เลยทดลองสวมใส่ดูนะครับ แล้วก็ไปลองขับกันจริงๆ เลยสำหรับหมวกกันน๊อครุ่นนี้ ผมว่ามันก็มีความเบาสบายจริงๆ ด้วย น้ำหนักเมื่อได้ชั่งดูแล้วประมาณ 1.2 กิโลกรัมเท่านั้นเองครับ ถือว่าเบาสบายเลย แล้วมันเก็บลมได้ดีด้วย วิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไปเนี่ย มันไม่มีปัญหาเรื่องของลมปะทะเลย ด้วยช่องลมจากจุดแรกที่อยู่ตรงปลายคางเนี่ยจะมีการเปิด ปิดช่องลมได้ 3 ระดับจากจุดนี้ จะปิดไปเลยก็ได้ หรือเปิดลมเข้าก็ได้รวมไปถึงเปิดเพื่อไล่ฝ้าที่วิ่งในขณะที่อากาศเย็นหรือหมอกมาเกาะในชิวบังลมนั้นเอง แล้วก็มีช่องลมที่ด้านบนตตรงปีกซ้ายและขวาอีกสองจุด สามารถปิดเปิดได้เช่นกัน แต่จุดเด่นที่ช่องลมด้านหลังเนี่ยมันมีจุดเด่นตรงที่ว่ามีช่องลมระบายออกถึง 10 จุดเด้วยกัน เพื่อที่จะทำให้การระบายอากาศออกทางด้านหลังได้ดี รวมไปถึงความชื่นและกลิ่นอับด้วยเนี่ยนะครับ เพราะอย่างนั้นแล้วในหมวกกันน๊อครุ่นนี้ก็เลยมีจุดเด่นๆ เลยก็คือมันสวมใส่สบายเลยนะครับ แล้วการออกแบบชิวหรือกระจกบังลมเนี่ยมันสอดรับกับรูปทรงของหมวกกันน๊อคด้วย ทำให้มันลู่ลมได้ดีทีเดียวครับ

   สำหรับตัวนวมด้านในนั้นผมก็ได้ลองจับแล้วก็ลองสวมใส่ดูแล้วเนี่ย มีความนุ่มแบบพอดีเลยครับ ช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกว่ามันหนีบไปสักหน่อย แต่พอใช้ไปสักระยะหนึ่งมันก็ชินครับ ไม่บีบศรีษะจนทำให้ปวดหรือเจ็บแต่อย่างใด ก็ต้องบอว่าสินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวครั้งนี้มันจัดดว่าเด็ดครับ ถือว่าเป็นของหายากที่สิงห์นักบิดควรมีไว้สะสมเลยทีเดียว    

 

Review JUNE by NETATMO gadget IT สำหรับคนรักผิวและหาอุปกรณ์ป้องกัน UV จากแสงแดดตัวการหลักของปัญหาผิวเสีย

   108plaza review สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้เรามาเอาใจคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ต้องเจอแดดเป็นประจำ ไม่ว่าคุณผู้หญิงเองที่รักสุขภาพผิว อยากมีผิวขาวเนียนใส หรือแม้แต่คุณผู้ชายที่ไม่อยากจะเสี่ยงกับโรคมะเร็งผิวหนังเองก็ตาม ซึ่งปกติแล้วเรามีวิธีป้องกันที่พื้นฐานเลยก็คือการทาครีมกันแดด การใส่หมวก กางร่ม แต่บางทีสิ่งเหล่านี้เราก็ไม่สามารถวัดค่าของยูวีในขณะนั้นได้เลยว่ามันมีแสงยูวีอยู่มากหรือน้อย เราก็แค่เพียงป้องกันปัญหาเรื่องของผิวเสียเอาไว้ที่ปลายเหตุเท่านั้นเอง แต่ด้วย gadget ที่เรานำมารีวิวในตอนนี้เอง มันเป็นเหมือนกับสายรัดข้อมือแฟชั่นเท่าไป ที่สวมใส่เอาไว้แบบเป็นเครื่องประดับได้ด้วย ในแบบที่ไม่ต้องมีใครถามว่ากำลังสวมใส่อะไรเอาไว้ที่ข้อมือหรอ อะไรแบบนั้นอนะครับ แล้วปกติคนที่ใส่สายรัดข้อมือหรือพวก tracker หลายๆ ตัวก็จะมีความสามารถที่เน้นไปในเรื่องของสุขภาพมากกว่า อย่างเช่นการวัดอัตรการก้าวเดิน การวัดคุณภาพการนอน การวัดอัตรการเต้นของหัวใจ แล้วก็เรื่องของการเผาผลาญแคลลอรี่ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพทั้งสิ้น แต่ตัวที่เรานำมาครั้งนี้ค่อนข้างที่จะโดดเด่นเลยทีเดียว ก็คืออย่างที่บอกไป มันสามารถวัดค่า ยูวี จากแสงแดดและเตือนให้เราป้องกันอย่างไรกับแสงแดด ณ ขณะนั้นได้ ฟังคอนเซปแบบนี้แล้วหลายคนก็คงอยากจะรู้ถึงรายละเอียดและความสามารถของมันแล้วใช่ไหมครับ ทีนี้เรามาดู gadget ตัวนี้กันเลยดีกว่าครับ

   ถือว่าเป็นสายรัดข้อมือที่มันออกแบบมาให้ทุกคนใช้งานได้จริงนะครับ ทั้งคุณผู้หญิงที่ต้องใช้แนวแบบน่ารักๆ เข้ากับสไตล์การแต่งตัวก็ถือว่าเป็นเรื่องประดับไปได้ชิ้นหนึ่งเลย แล้วก็คุณผู้ชายก็เลือกใช้สีดำที่มันดูเท่ห์สำหรับผู้ชายอะไรแบบนี้นะครับ ซึ่งสายรัดข้อมือ june ตัวนี้เมื่อแกะกล่องขึ้นมาจะประกอบอยู่ด้วยกัน 2 ส่วนเท่านั้นครับ ส่วนแรกจะเป็นสายรัดข้อมือที่มีแถมมาให้เลือกในกล่อง 2 แบบด้วยกัน เป็นสายแบบหนังและสายแบบซีลีโคลน ก็เลือกเอาครับว่าชอบแบบไหน แล้วส่วนที่สองก็คือตัว june เองที่ออกแบบมาให้มีรูสอดเข้าไปกับสายรัดเองก็ได้หรือไม่จำเป็นต้องเอาวที่ข้อมืออย่างเดียว สามารถเอาสอดเข้ากับกระตูมเสื้อหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายก็ได้ตามแต่ไอเดียร์ของเพื่อนๆ ที่ในแต่ละวันจะแต่งตัวแบบไหน สไตล์ไหนออกจากบ้านนะครับ ตัวเซนเซอร์ยูวีของ june ตัวนี้ก็ออกแบบมาให้ดูแวววาวดูไม่เหมือนกับเครื่องวัดหรือตัวอุปกรณ์อะไรสักอย่างเมื่อมีคนเห็นแล้วจะสงสัยเลยครับ ก็เหมือนกับเครื่องประดับอย่างที่บอกไปข้างต้น แล้วผมก็คิดว่าเมื่อสอดเข้ากับสายหนังมันก็ดูดีไม่เบาเลยเหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่าจะไม่สอดเข้ากับสายหนังก็ได้นะครับ เพราะตัวเซนเซอน์นั้นมีคลิปที่เอาไว้สำหรับเหน็บเข้ากับปกเสื้อหรือที่อื่นก็ยังได้เช่นกัน

   สำหรับตัวเซนเซอร์ยูวีหรือ june นี้จะต้องทำการชาร์จแบตเตอร์รี่จนเต็มเสียก่อนนะครับ ก่อนที่จะนำไปใช้งาน โดยการชาร์จไฟใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมงถึงจะเต็ม ฟังเหมือนดูว่าจะนานไปแต่การชาร์จหนึ่งครั้งจะสามารถใช้งานได้นานถึง 1 เดือนเลยละครับ เมื่อชาร์จไฟจนเต็มแล้วจากนั้นก็ทำการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้เลยนะครับ ซึ่ง ณ ตอนที่ผมและทีมงานได้ทำการรีวิวอยู่นี้สมาร์ทโฟนในฝั่ง IOS เท่านั้นที่สามารถใช้ได้นะครับ แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ทางฝั่งของ Android ก็น่าจะใช้ร่วมกันกับ june ได้นะครับ จากนั้นก็เข้าไปดาวน์โหลดแอปที่ชื่อว่า june by netatmo เช่นกัน จากนั้นก็ทำการ pair ด้วยการเสียบสายตัวเซนเซอร์เข้ากับมือถือแล้วก็เข้าสู่แอป ซึ่งตัวแอปก็จะมีขั้นตอนให้ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลเบื้องต้นเข้าไปในแอปก่อนนะครับ ก็จะถามว่าคุณมีผิวสีอะไร คุณต้องทำงานอยู่กลางแดดประมาณวันละกี่ชั่วโมง หรือแม้แต่คุณมีสีตา สีผม และคุณเป็นคนถูกแดดเผาง่ายหรือเปล่า ทั้งหมดนี้ต้องกรอกตามความจริงของผู้ใช้งานนะครับ

   เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จสิ้นแล้วก็ทดสอบด้วยการออกไปกลางแดดในชั่วขณะหนึ่ง ตัวแอปเองก็จะแจ้งเตือนเราขึ้นมาใน 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือในขณะนั้นมีค่ายูวีอยู่ที่เท่าไหร่ ส่วนที่ของในร่างกายของเรารับยูวีไปประมาณไหนแล้ว ส่วนที่สามก็คือวิธีการป้องกันก็จะแนะนำให้เราทำอย่างไรบ้าง อย่างเช่น ทาครีมกันแดด ใส่หมวก หรือแม้กระทั่งการสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวีมาทำลายสายตาเรานั้นเองครับ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่สามารถช่วยคนที่รักสุขภาพผิวเอาไว้ได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

Review หมวกกันน๊อคอัจฉริยะ BMW Motorrad Vision Head-up Display สำหรับคนที่ชอบขับบิ๊กไบท์

   108plaza วันนี้มาเอาใจชาว 2 ล้อกันสักนิดหนึ่ง เป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างสำคัญมากกับการขับมอเตอร์ไซต์นะครับ ก็คือเป็นอุปกรณ์ที่เซฟตี้เรื่องของความปลอดภัยของผู้ขับขี่ได้มากที่สุดอย่างหนึ่งเลย สิ่งที่ผมกำลังจะหมายถึงและนำมารีวิวเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ก็คือ หมวกกันน๊อค เป็นอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสำคัญและจำเป็นอย่างมาก แต่ความพิเศษของหมวกกันน๊อคที่ผมและทีมงานจะรีวิวกันในครั้งนี้มันนอกจากจะเป็นแค่หมวกกันน๊อคแบบใส่เพื่อความปลอดภัยอย่างเดียวแล้ว มันก็ยังเป็นหมวกกันน๊อคอัจฉริยะ ถือว่าเป็นหมวกกันน็อคไอทีที่ทาง BMW พัฒนาขึ้นมาให้คนที่ใช้งาน 2 ล้อทุกท่านนั้นดูไฮเทคยิ่งขึ้น แล้วก็มีความสามารถในการช่วยขับขี่ได้ดีขึ้นอีกด้วยนะครับ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้นมาติดตามกันดูครับ

   ก็ถือว่าเป็นหมวกกันน็อคที่ดูดีไซน์ภายนอกก็สวยดีนะครับ แต่ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ แต่ว่ามันมีที่เด่นๆ เลยอยู่ภายในครับเป็นฟังก์ชั่นการทำงานที่ดูล้ำดีเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องของหมวกกันน๊อคในยุคนี้ต้องเข้าคอนเซปที่ว่า internet of thing นั้นหมายความว่าหมวกกันน๊อคตัวนี้เป็นสมาร์ทหมวกกันน๊อคครับ ทาง BMW ได้พัฒนามาให้การขับขี่นั้นไม่ต้องละสายตาไปมองอย่างอื่นนอกจากความปลอดภัยบนเส้นทางในขณะใช้ความเร็วสูงนั้นเองครับ ซึ่งปัจจุบันนี้คนที่ขับบิ๊กไบท์ไปในระยะทางไกลๆ จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ไอทีอะไรบ้างที่ต้องนำไปด้วยและต้องใช้งานในขณะที่กำลังขับขี่อยู่ แน่นอนอย่างแรกเลยก็ต้องเป็นพวก GPS หรือว่าสมาร์ทโฟนที่ต้องเอาติดไว้กับตัวแฮนต์มอเตอร์ไซต์นะครับ แล้วในกรณีที่ต้องการใช้โทรศัทพ์ก็ต้องเสียบพวกบลูทูธที่เป็นหูฟังเข้าไปด้วย แล้วต้องการที่จะเสียบกล้องเพื่อถ่ายภาพเห็นการณ์ต่างๆ ในขณะขับขี่ก็ต้องไปหากล้องตัวเล็กๆ หรือกล้องโกรโปรมาติดเอาไว้ที่หมวกกันน๊อคอีก แล้วในขณะเดียวกันเมื่อขับขี่ไปด้วย แล้วก็ต้องใช้อุปกรณ์ไอทีเหล่านี้ไปด้วยนั้นก็ต้องละสายตาไปที่จอแล้วก็ที่หน้าปัดของมอเตอร์ไซต์ด้วย นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุในขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซต์ด้วยความเร็วสูงแล้วต้องละสายตาไปที่อื่น ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าน แต่สิ่งที่พูดมาในข้างต้นนั้น อุปกรณ์ไอทีต่างๆ ทั้งหมดได้รวบรวมเอาไว้ที่หมวกกันน๊อคใบนี้เรียบร้อยเลยครับ ถือว่าเป็นหมวกกันน๊อคในยุคไอทีจริงๆ

   โดยหลักการทำงานของเจ้าหมวกกันน๊อคตัวนี้ตรงบริเวณหน้าปัดจะมีจอที่เราสามารถมองเห็นภาพได้ เป็นจอแบบใสๆ นะครับ ที่เราสามารถมองทางไปด้วย แล้วก็มองจอที่หน้าปัดมอเตอร์ไซต์ของเราได้ด้วย บนกระจกบังลมที่หมวกกันน๊อคนั้นก็จะมีจอแสดงผลที่คล้ายๆ กับหน้าปัดมอเตอร์ไซต์เลย อย่างเช่น ขณะนี้วิ่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ น้ำมันในถังขณะนี้มีอีกกี่ลิตร จะสามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร แล้วก็สามารถบอกเส้นทางต่างๆ ที่เราตั้ง GPS เอาไว้ด้วยได้ จะเป็นเสียงที่สามารถเข้ามาที่หูของผู้สวมใส่หมวกกัน๊อคใบนี้เลย แล้วก็มีตัวบลูทูธที่สามารถรับโทรศัทพ์ได้ด้วย แล้วความพิเศษของการเชื่อมต่อตัวหมวกกันน๊อคใบนี้เข้ากับสมาร์ทโฟนของเราผ่านบลูทูธเวลามีสายเรียกเข้ามามันก็จะแสดงชื่อของบุคคลนั้นบนกระจกบังลมที่หมวกกันน๊อคด้วย เราสามารถกดรับหรือปฏิเศธไม่รับสายบนแฮนต์มอเตอร์ไซต์ของเราได้เลย ก็เรียกว่าทั้งสายตา ทั้งมือที่คอนบังคับหรือควบคุมมอเตอร์ไซต์อยู่นั้นไม่ต้องแยกไปกดหรือไปมองที่อื่นเลย ทำให้ความปลอดภัยในการขับขี่มีสูงขึ้นด้วยครับ แล้วในขณะเดียวกันตรงด้านบนของหมวกกันน๊อคก็ใส่กล้องบันทึกภาพเอาไว้ด้วย ซึ่งการควบคุมเรื่องของกล้องนั้นผู้ขับขี่เองก็สามารถควบคุมได้จากบริเวณแฮนต์มอเตอร์ไซต์ด้วยเช่นกันนะครับ ก็ต้องบอกว่าตัวหมวกกันน๊อครุ่นนี้เป็ฯตัวโมเดลที่ทาง BMW คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้กับมอเตอร์ไซต์ของ BMW เองในอนาคตอันใกล้นี้นะครับ แล้วการพัฒนาต่อไปก็น่าจะใส่กล้องอีกหนึ่งตัวเอาไว้ด้านหลังของหมวกกันน๊อคอีกด้วย เพื่อให้มีการแสดงภาพขึ้นมาบนจอที่กระจกบังลมด้านหน้า เพื่อให้ผู้ขับขี่นั้นเห็นมุมอับที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้จากรถที่ตามมาด้านหลังนั้นเองครับ

   ก็ถือว่าสินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวในตอนนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ใช้ความก้าวหน้าของยุคไอทีมาใช้งานได้อย่างคุ้มค่าและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตของคนที่ชอบขับ 2 ล้อในยุคนี้ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุปกรณ์เสริมเพื่อสร้างความปลอดภัยจะมีเยอะเพียงใด แต่ก็ต้องขับขี่กันอย่างไม่ประมาทด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนนั้นเอง

 

Review Sensorwake นาฬิกาปลุกด้วยกลิ่น มิติใหม่แห่งการตื่นนอนที่สดชื่นและสดใส

   เรื่องของการตื่นนอนตอนเช้าของหลายๆ ท่านนี่ช่างเป็นอะไรที่มันทรมานเหลือเกินใช่ไหมละครับ ปกติแล้วเราก็จะตั้งนาฬิกาปลุกกันเอาไว้ที่มีเสียงกริ่งดังๆ หรือแม้แต่การปลุกด้วยคนที่มาปลุกเราให้ตื่น แล้วเราก็ไม่อยากจะตื่น แต่ด้วยภาระหน้าที่หรือต้องตื่นไปเรียนตื่นไปทำงาน ก็ต้องตื่น แต่ก็ตื่นกันแบบงัวเงียๆ ไม่ค่อยจะสดชื่นเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้เองก็จึงคนคนคิดนาฬิกาปลุกแบบใหม่ขึ้นมาครับ แต่ไม่รู้จะได้ผลกับทุกคนที่ใช้นาฬิกาปลุกตัวนี้หรือเปล่านะครับ เป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่ 108plaza เรานำมารีวิวกันในตอนนี้ หลายคนก็คงอยากจะรู้กันแล้วใช่ไหมละครับว่ามันคืออะไร มาดูกันครับ

   สิ่งที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ด้านบนนี้เป็น gadget ใหม่ของคนไอทีอย่างเราๆ ครับ มันคือนาฬิกาปลุกนี่แหละครับ ฟังก์ชั่นของมันก็คือจะทำหน้าที่ปลุกในยามเช้าให้คนที่นอนอยู่บนเตียงในขณะที่กำลังฝันหวาน อากาศเย็นๆ ในยามเช้าให้ตื่นขึ้นมาด้วย กลิ่น ครับ เพื่อนๆ ฟังไม่ผิดหรอกครับ การปลุกของนาฬิกาตัวนี้มันจะไม่ได้ปลุกด้วยเสียงกริ่งที่ดังหนวกหูหรือการสั่นแต่อย่างใด แต่มันจะปลุกเราด้วย กลิ่น นี่แหละครับ

   โดยวีธีการทำงานของตัว sensorwake ตัวนี้จะมีตัวแคปซูลที่เป็นตัวสารสกัดจากกลิ่นแต่ละแบบอยู่ ก็จะใส่ตัวแคปซูลกลิ่นเข้าไปในตัวนาฬิกา แล้วจากนั้นก็ทำการตั้งเวลาที่จะปลุกเราเอาไว้ สมมติว่าปลุกทุกเช้า เวลา 06.50 น. จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่ตั้งปลุกเอาไว้ ตัวนาฬิกาก็จะมีพัดลมเป่าอากาศอยู่ด้านหลัง พัดลมก็จะทำงานแล้วก็เป่าตัวแคปซูลกลิ่นให้กระจายกลิ่นออกมาทั่วห้องนอนของเพื่อนๆ เลย เมื่อเราได้กลิ่นที่เราชอบเอาไว้แล้วเราก็จะตื่น ซึ่งในขณะนี้ทางผู้ผลิตเองก็มีแคปซุลกลิ่นให้เลือกอยู่หลายชนิดด้วยกัน อย่างเช่น กลิ่นธรรมชาติก็จะเป็นกลิ่นหญ้า กลิ่นมินท์ กลิ่นทะเล และกลิ่นอื่นๆ อย่างเช่นกลิ่นอาหารหอมๆ อย่างกาแฟสด ขนมปังปิ้ง อะไรแบบนี้มาให้เลือก ลักษณะแคปซูลก็จะเป็นพวกน้ำหอมที่ใช้กันในตัวน้ำหอมปรับอากาศทั่วไปนี่แหละครับ แต่ในอนาคตเองก็น่าจะมีกลิ่นต่างๆ เข้ามาให้เลือกใช้กันเยอะขึ้นก็ได้

   เมื่อผู้ใช้งานเลือกกลิ่นแคปซุลชนิดต่างๆ ได้แล้วก็นำเอาแคปซูลกลิ่นนั้นใส่ลงไปในตัวนาฬิกาปลุกด้านบน ซึ่งจำนวนหนึ่งแคปซูลก็จะสามารถใช้ได้ 30 ครั้งต่อการปลุกครับ ก็ประมาณหนึ่งแคปซูลต่อหนึ่งเดือนว่ากันกันง่ายๆ ซึ่งหลังจากที่นาศิกาเริ่มปลุกก็จะได้กลิ่นภายในไม่กี่วินาทีนะครับ แล้วผลการวิจัยผลิตภํณฑ์ของเค้าเองก็บอกว่า ธรรมชาติคนเราถ้าได้กลิ่นประมาณสัก 2 นาทีก็จะตื่นขึ้นมาแล้ว แล้วคาดว่าเรื่องของกลิ่นนั้นก็น่าจะมีทำขึ้นมาโดยเฉพาะของกลิ่นที่เป็นแบบไทยๆ เองที่คนไทยชอบด้วยนะครับ ถ้ามีมาขายในเมืองไทยนะครับ อันนี้เป็นแค่ gadget ที่ยังมีทำขึ้นมาในเมืองนอกเท่านั้นเอง ถ้าเป็นกลิ่นแบบไทยๆ คิดว่าน่าจะเป็นกลิ่นอะไรดีหรือครับ อย่างเช่น กลิ่นปลาร้า กลิ่นมะนาว กลิ่นต้มยำกุ้ง กลิ่นลาบ กลิ่นน้ำตก อะไรแบบนี้ก็น่าจะดีเหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้น คนไทยไอเดียร์เป็นเลิศแบบนี้ต้องคิดเอาไว้ล่วงหน้ากันเลยนะครับ เพราะสินค้าตัวนี้คิดว่ามาบ้านเราอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยนะครับ แต่สำหรับผู้ผลิตที่เป็นชาวฝรั่งเศสที่คิดค้น sensorwake ตัวนี้ขึ้นมาก็ทำมาขายในเว็บไซต์ของเค้าเองแล้วนะครับ โดยราคาอยู่ที่ประมาณเรือนละ 4 พันกว่าบาทถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้วนะครับ แล้วก็จะแถมแคปซูลกลิ่นขนมปังปิ้งมาให้ด้วยหนึ่งชิ้น แต่ถ้าอยากจะซื้อเพิ่มในตัวแคปซูลกลิ่นอื่นๆ ก็จะมีขายเช่นกัน จะขายเป็นแพ็ค แพ็คละ 2 แคปซูล ในราคาประมาณ 360 บาทบ้านเราครับ ก็ถือว่าเรื่องของการปลุกในทุกๆ เช้าเราต้องเสียเงินกันหลายพันบาทแบบนี้เลยหรือครับ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget ที่แล้วแต่ว่าไอเดียร์และคนที่จะซื้อชอบหรือเปล่านะครับ แต่พอดีว่าผมเองเป็นอีกคนหนึ่งที่ตื่นค่อนข้างง่ายไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกครับ ก็เลยไม่ต้องเสียเงินหลายพันบาทเพื่อซื้อนาฬิกาปลุกด้วยกลิ่นแบบนี้

   ซึ่งหลายคนก็มีคำถามเกี่ยวกับตัวสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้นะครับว่า ขนาดนาฬิกาปลุกที่แสนจะดัง แล้วก็มีระบบสั่นแรงๆ ที่มีอยู่เดิมของเราเนี่ยยังไม่ค่อยจะตื่นเลย แล้วการปลุกด้วยกลิ่นเพียงแค่นี้มันจะทำให้เราตื่นได้หรอ หรือว่า ถ้าเราได้กลิ่นหอมๆ ก็จะทำให้เรานอนฝันดีขึ้นไปอีกหรือไม่ อันนี้เป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นของคนที่นอนขี้เซานะครับ

รีวิว รองเท้าสตั๊ด Nike Tiempo 6 รองเท้าสตั๊ดที่ทำจากหนังจิงโจ้

   สวัสดีครับเพื่อนๆ นักกีฬาและนักฟุตบอลทุกท่านเลยที่เขามาอ่านบทความรีวิวของเราใน 108plaza แห่งนี้กันอยุ่เป็นประจำทุกๆ ตอนที่เราได้ทำการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้เองเราก็มีรองเท้าเกือบจะทุกประเภท ทุกยี่ห้อมาทำการรีวิวกันอย่างไม่ขาดสาย เพราะว่าเป็นช่วงต้นปี 2016 ซึ่งก็จะมีรองเท้ารุ่นใหม่ๆ จากแบรนด์ดังๆ ต่างก็เข้าคิวจ่อให้เราได้นำมารีวิวกันก่อนใคร แล้วในตอนนี้เองก็มีรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง ไนท์กี้ มารีวิวกันด้วย เป็นรุ่นที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายปี เดือนธันว่าคม 2015 นี้เอง ก็ใหม่ๆ สดๆ กันเลยสำหรับรุ่นนี้ จะมีความพิเศษอย่างไรบ้างนั้น มาติดตามกันครับ

   ดูจากรูปทรงของตัวรองเท้าสตั๊ดกันไปในรุปด้านบนแล้วนะครับ ก็คงจะถูกอกถูกใจใครหลายคนที่ชอบทรงของทาง ไนท์กี้ อยู่แล้วนะครับ แต่เดี่ยวต้องขอเริ่มด้วยการรีวิวตัวบอดี้ที่ตัวรองเท้าว่าทำมาจากอะไร แล้ววัสดุนั้นดูดีหรือไม่ อะไรแบบนี้นะครับ ซึ่งตามข้อมูลของทางในท์กี้เองนั้นก็เปิดเผยออกมาว่าวัสดุที่นำมาทำรองเท้ารุ่นนี้เป็นหนังจิงโจ้แท้เลยทั้งชิ้นทั้งบอดี้นะครับ ซึ่งผมเองนั้นก็ไม่เคยที่จะได้สัมผัสกับตัวหนังจิงโจ้จริงๆ มาด้วยสิ แต่ที่สัมผัสได้จากตัวรองเท้าที่นำมารีวิวในครั้งนี้นั้น เมื่อเราสัมผัส เรากดเนื้อรองเท้าลงไปแล้วเนี่ยนะครับ รู้สึกว่ามันจะยุบไปแบบเป็นแนวตรงเลย จะแตกต่างจากตัวอื่นที่เวลาเรากดลงไปแล้วมันจะยุบเป็นรอยบุ่มลองไปกลมๆ ก็ให้ความรู้สึกว่ามันนุ่ม แต่ก็ไม่อ่อนยวบจนเกินไปนะครับ แล้วนอกจากนี้ตัวบอดี้ทั้งหมดที่ออกแบบมานั้นรู้สึกว่ามันจะได้รวมเอาตัวซีรี่ย์ก่อนหน้านี้หรือรุ่นที่เป็น tiempo 4 และ 5 ที่ใครเคยจำได้ว่ามันมีรูปทรงอย่างไรเนี่ยนะครับ ก็พอจะนึกออกบ้าง ซึ่งในรุ่นนี้ก็ถือว่ามันได้รวมเอาความคราสสิคกับตัวเทคโนโลยีการทำรองเท้าแบบใหม่เข้ามาผสมผสานกันด้วยนะครับ จะสังเกตุว่าตัวบริเวณขอบของพื้นรองเท้าทั่วทั้งชิ้นเนี่ยนะครับ มันจะมีเป็นปุ่มนูนๆ เป็นตะปุ่มตะปั้มมาให้เห็นอย่างชัดเจนเลย ซึ่งทาง ไนท์กี้ ก็บอกเอาไว้ว่าตัวปุ่มแบบนี้มันก็จะเหมือนกับว่าเป็นตัวคล้ายๆ กระดูกคนเรา ที่มันจะสร้างความแข็งแรงให้กับรองเท้าได้ แล้วที่สุดมันก็จะช่วยในการรับแรงกระแทกจากการเตะฟุตบอลหรือการปะทะกันระหว่างเท้าเรากับนักเตะคนอื่นที่อยู่ในสนามได้ด้วยนั้นเองครับ ถือว่ามีการใส่ใจรายละเอียดในชิ้นงานมาอย่างดีเลยทีเดียวครับ

   ต่อมาในตัวจุดเด่นที่ผมเห็นและสัมผัสได้ในการรีวิวรองเท้ารุ่นนี้นะครับ ก็ต้องบอกว่าถึงแม้ว่ามันเป็นรองเท้าสตั๊ดที่มีปุ่มอยู่ด้านล่างแล้วก็มีการออกแบบรายละเอียดมากมายเลย แต่มันมีความเบาครับ ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะทำให้การสวมใส่ที่เหมาะที่สุดกับตำแหน่งนักเตะที่อยู่ในสนามก็น่าจะเป็นนักเตะตัวบุกที่ต้องอาศัยความเร็ว วิ่งต้องเร็ว แล้วก็บังคับบอลได้แม่นด้วย ก็น่จะใช้รองเท้าตัวนี้ได้ดี เพราะดูจากทรงของรองเท้าแล้วจะออกแบบมาให้เหมือนกับรองเท้าวิ่งด้วยนะครับ แล้วก็มีความเบาอย่างที่บอกไปด้วย แล้วต่อมาที่เป็นจุดสังเกตที่เห็นได้ชัดเลยก็คือตัวลิ้นรองเท้าที่ออกแบบมาให้บิ้วอินเข้ากับตัวรองเท้าเลย ซึ่งไนท์กี้เองก็ผลิตรองเท้าแบบนี้มาในหลายรุ่นแล้วนะครับ จะเห็นว่ามันจะมีสายร้อยเชือกเอาไว้กับตัวรองเท้าถึงสองรูเลย ซึ่งข้อดีของการมีลิ้นแบบบิ้วอินมาแบบนี้ ข้อแรกเลย คือ มันจะทำให้ตัวบอดี้รองเท้านั้นบางแบะเบาขึ้น มันจะลู่ลมได้มากขึ้นด้วย ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเราสวมใส่แล้วเนี่ยนะครับ มันจะรู้สึกกระชับมากขึ้นด้วย เพราะมันจะโอบรับกับอุ้งเท้าได้เราพอดีเลย ในส่วนของตัวโลโก้ ไนท์กี้ เองก็เป็นตัวยางที่ทำขึ้นมาแบบแยกชิ้นกับตัวเนื้อจิงโจ้อย่างที่บอกไปนะครับ แล้วก็เย็บมาอย่างดี แต่ตัวรุ่นก่อนๆ หน้านี้จะมีการสกรีนโลโก้มา ทำให้อาจจะมีหลุดไปบ้าง แต่รุ่นนี้ค่อนข้างทนานดีครับ ตรงบริเวณซ้นเท้าก็จะมีชื่อรุ่นเป็น tiempo 6 มาชัดเจนเลย

   ก็ต้องถือว่าสินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวในครั้งนี้เอง ก็เป็นรองเท้าสตั๊ดตัวใหม่ล่าสุด ณ ขณะนี้เลยก็ว่าได้นะครับ เรียกว่าอัดแน่นมาด้วยเทคโนโลยีของการเป็นรองเท้าสตั๊ดอย่างเต็มที่เลย พร้อมกับการดีไซต์ที่ใครหลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันก็สวยดีนะ

รีวิว รองเท้าวิ่ง Reebok UK Sublife Escape MT รองเท้าวิ่งที่เบาสบายวิ่งได้ไม่เจ็บเท้า

   พูดถึงเรื่องของการออกกำลังกายนั้นก็มีหลากหลายชนิด หลากหลายรูปแบบ แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนนั้นจะชอบการเล่นกีฬาหรือกายบริหารในการออกกำลังกายสำหรับตนเองนะครับ แล้วการออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลยในการออกกำลังกายนั้นก็คือการวิ่งนั้นเอง แต่การวิ่งถึงแม้ว่าจะไม่ต้องได้ใช้อุปกรณ์ใดๆ เลยก็ตาม แต่มีสิ่งที่จำเป็นอยู่หนึ่งชิ้นที่คนรักการวิ่งออกกำลังกายนั้นต้องมาอ่านรีวิวในบทความนี้ครับ สิ่งที่ผมกำลังจะหมายถึงนั้นมันคืออะไร แล้วมันจะใช่สินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้ด้วยหรือไม่ มาดูกันครับ

   มาถึงตอนนี้หลายท่านก็คงจะรู้คำตอบกันแล้วใช่ไหมครับว่าสิ่งที่ผมหมายถึงนั้นคืออะไร มันก็คือรองเท้าวิ่งนั้นเองครับ แน่นอนเลยว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนที่ชอบวิ่งนั้นต้องมีแล้วต้องเลือกรองเท้าที่มันเหมาะกับเทาของเราด้วยนั้นเอง ไม่อย่างนั้นมันอาจจะเกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายของเราได้แน่นอนถ้าเราไม่ได้ใช้รองเท้าวิ่งที่เหมาะสมครับ ซึ่งก่อนที่จะไปรีวิวรองเท้าที่อยู่ในรูปด้านบนนี้ที่เป็นยี่ห้อ Reebok ที่หลายๆ คนก็คงจะรู้จักดีแล้วก็เคยผ่านตามาบ้างนะครับ แต่ผมขออนุญาตที่จะนำเคล็ดลับของการเลือกซื้อรองเท้าวิ่งแบบเล้กๆ น้อยๆ มาฝากกันสักนิดหนึ่งก่อนดีกว่าครับ

   การวิ่งแบบที่ไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งนั้นอาจจะเกิดผลอะไรกับเราบ้างนั้นก็คือว่า บางคนอาจจะคิดว่าใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดาก็ได้ในการวิ่งแต่ละครั้ง แต่รองเท้าผ้าใบนั้นมันไม่ได้ออกแบบมาให้รับกับแรงกระแทกของซ้นเท้าเราในขณะที่วิ่งนะครับ แล้วรองเท้าผ้าใบเองนั้นมันก็มีน้ำหนักที่หนักว่ารองเท้าวิ่งทั่วไปด้วย จะทำให้การวิ่งนั้นเหนื่อยกว่าปกติด้วยนั้นเอง แล้วการเลือกซื้อรองเท้าวิ่งก็มีเคล็ดลับง่ายๆ อยู่สองสามประเด็นด้วยกัน อย่างเช่น เลือกรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาครับ แล้วก็เป็นรอเงท้าที่เหมาะกับลักษณะเท้าของตัวเองด้วย เพราะบางคนนั้นมีเท้าแบบซ้นแหลม บางคนมีเท้าแบบซ้นป้าน อุ้งเท้าและปลายเท้าก็ต่างกันไป ซึ่งบางครั้งถ้าใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะกับรูปทรงเท้าของตัวเองนั้นก็อาจจะทำให้เกิดอาการเบียดของนิ้วเท้าก้ได้ ก็จะเกิดบาดแผลหลังการวิ่งอีกด้วย ซึ่งใครที่คิดจะไปหาซื้อรองเท้าวิ่งสักคู่นั้นก็อาจจะปรึกษาพนักงานขายในรองเท้ายี่ห้อนั้นๆ ดูก่อนก็ได้นะครับ จะได้เลือกซื้อรองเท้าที่เหมาะและพอดีกับเท้าของตัวเอง แล้วก็จะไม่ได้เสียเงินหลายรอบในการซื้อรองเท้าที่ไม่พอดีกับเท้าตัวเองครับ

   ก็มาที่ตัว Reebok sublife คู่นี้กันเลยครับ ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้จะผลิตในประเทศเวียดนาม ในส่วนของบอดี้รองเท้าด้านบนนั้นจะเหมือนว่าทำมาจากหนังกับ แล้ววัสดุด้านล่างที่เป็นพื้นรองเท้านั้นจะเป็นตัวโฟมอย่างดีที่มีความนุ่มแล้วก็ความเบา ตรงบริเวณซ้นเท้านั้นก็จะมีความหนากว่าตรงส่วนอื่นๆ แล้วสังเกตว่าถ้าเป็นรองเท้าวิ่งนั้นตรงบริเวณปลายเท้านั้นจะเผยอขึ้นมาเป้นทรงตามในรูปเลย แต่ถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบที่ใส่เที่ยวแบบนั้นพื้นรองเท้าจะแบนติดกับพื้นทุกส่วนเลย ตั้งแต่ปลายเท้าถึงซ้นเท้านั้นเองครับ ซึ่งการออกแบบอย่างนี้ก็เป็นตามลักษณะการวิ่งแบบทั่วไปที่ต้องเอาปลายเท้าลงก่อน แล้วก็เอาซ้นเท้ามารับน้ำหนักต่อ ทำให้เราวิ่งได้ถูกหลักสรีระศาสตร์นั้นเองครับ แล้วตรงรองเท้าด้านท้ายก็จะเขียนชื่อรุ่นเป็นรุ่น sublife เอาไว้ชัดเจนเลย แล้วก็ตรงแผ่นรองเท้าด้านในเนี่ยจะเป็นแผ่นแบบเมมโมรี่เทค จะมีลักษณะนุ่มแล้วก็เบา รองรับแรงกระแทกได้ดีเช่นกันครับ สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยถ้าเกิดมีความเสียหายหรือถอดมาตากแดดได้ด้วยในกรณีที่เกิดกลิ่นอับนะครับ ซึ่งการที่ได้รองจับแล้วก็รองสวมดูแล้วนั้นมันก็จะรู้สึกถึงความเบาสบายดีเลยทีเดียว แล้วรองเท้า Reebok รุ่นนี้ก็เหมาะกับคนที่มีลักษณะเท้าที่ไม่เรียวมากนะครับ จะเป็นรูปเท้าที่หนาๆ สักหน่อยหนึ่งจะสามารถใส่รองเท้ารุ่นนี้ได้ถูกลักษณะดีครับ

   สรุปสำหรับการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ตัว Reebok sublife รองเท้าวิ่งตัวนี้จุดเด่นอย่างแรกเลยก็คือมีความเบา สามารถใส่วิ่งแล้วก็จะไม่เกิดแรงเสียดทานหรือแรงด้าน ทำให้การวิ่งโดยทั่วไปจะวิ่งแบบช้าๆ จ๊อกกิ้งหรือว่าจะวิ่งด้วยความเร็วก็สามารถใช้ได้ดีเลยทีเดียวครับ สำหรับราคานั้นก็จะอยุ่ประมาณ 1 พันต้นๆ เท่านั้นเอง ก็ไม่แพงเกินไปสำหรับการซื้อรองเท้าวิ่งที่มีคุณสมบัติทั้งเบาใส่สบายแล้วก็รองรับแรงกระแทกได้ดีแบบนี้ครับ

Review Edifier R2000DB ลำโพงอเนกประสงค์ใช้ในบ้านได้ บลูทูธได้ ให้เสียงครบทุกมิติระดับ Hi end


   108plaza ในครั้งนี้มาพร้อมกับการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ที่หนักอึ้งเลยทีเดียวครับ ที่เพื่อนๆ เห็นกันอยู่ในรูปด้านบนนี้เป็นตัวลำโพงอเนกประสงค์ระดับไฮ เอนต์ เลยทีเดียว ถือว่าเป็นลำโพงรุ่นล่าสุดของทาง edifier เลยก็ว่าได้ ถ้าใครที่อยู่ในวงการเครื่องเสียง วงการลำโพง แล้วก็ชอบสะสมเรื่องของลำโพงดีๆ เอาไว้นั้น ต้องบอกเลยว่ารุ่นที่มารีวิวในครั้งนี้ต้องห้ามพลาดเลยทีเดียวครับ ซึ่งลำโพงคู่นี้มาพร้อมกับกำลังขับที่ 120 wattRMS เลยทีเดียวครับ ก็ถือว่ามาด้วยสเปคอย่างนี้แล้วเนี่ยนะครับถือว่าไม่ธรรมดาเลย ส่วนเรื่องของการเชื่อมต่อนั้นสามารถต่อกับอะไรได้บ้างนั้นมาดูกันเลยครับ

   ในตัวลำโพงเองสามารถเชื่อมต่อกับบลูทูธ v4.0 ได้ แล้วหลายคนก็สงสัยว่าลำโพงตัวนี้อยากจะต่อเข้ากับเครื่องเสียง อยากจะต่อเข้ากับตัวทีวีจอแบนต่างๆ หรือทีวีที่เป็นสมาร์ททีวีหรือดิจิตอลทีวีต่างๆ ได้หรือไม่ คำถามนี้ตอบได้เลยว่า ได้ครับ เพราะสามารถรองรับกาเชื่อมต่อแบบ optical input ได้เลย แล้วก็มีการเชื่อมต่อแบบ RCA input ก็ใช้ได้เช่นกัน และก็มีตัววงจร sp ที่สามารถป้องกันลำโพงแตกได้ด้วย แล้วการควบคุมตัวลำโพงนั้นก็สามารถควบคุมได้จากจัวปุ่มกดที่อยู่กับตัวลำโพงแล้ว ก็ยังมีตัวรีโมทคอนโทรนมาให้ด้วยนะครับ แล้วที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือลำโพงยี่ห้อนี้ edifier นี้จะรับประกันหรือการัณตีให้เลยถึง 2 ปี มีปัญหาเรื่องจองความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานสามารถเปลี่ยนตัวใหม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้น การซื้อไปใช้งานนั้นถือว่าคุ้มตั้งแต่ซื้อไปเลยนะผมว่า เพราะสินค้าบางยี่ห้อนั้นรับประกันปีเดียวเอง แล้วก็พังตอนที่หมดประกันพอดี อะไรแบบนี้เป็นต้น เมื่อแกะกล่องขึ้นมาก็จะมีตัวของแถมมาให้ด้วย ก็จะประกอบไปด้วยตัวหน้ากากของตะแกรงลำโพงมาให้ถึง 3 ชิ้นด้วยกัน แล้วก็มีเรื่องของใบรับประกันมาให้ด้วย แล้วก็มีสายเชื่อมต่อลำโพงแบบซ้ายขวามาให้ เป็นหัวเสียบโดยเฉพาะของตัวลำโพงยี่ห้อนี้เลย ดังนั้น สายลำโพงที่อยู่ด้านในกล่องต้องห้ามทำหายนะครับ แล้วก็มีสายเชื่อมต่อการใช้งานต่างๆ มาให้อย่างที่มีทุกชนิดท่ลำโพงตัวนี้ต่อได้นะครับ

   เนื่องด้วยตัวลำโพงในส่วนของบอดี้ของเค้านั้นเป้นแบบไฮกรอส เป็นผิวแบบคล้ายๆ กับผิวไม้เปียโนเลย ก็จึงมีผ้าเช็ดทำความสะอาดแบบพิเศษแถมมาให้ในกล่องด้วย ก็เวลาเปื้นหรือว่าเป็นรอยต่างๆ ก็สามารถเอาผ้าที่ให้มาเช็ดได้เลย เมื่อผมแกะกล่องขึ้นมาเรียบร้อย แกะตัวพลาสติกที่ห่อหุ้มมาหลายชั้นเหลือเกินครับ ต้องบอกว่ายี่ห้อนี้เค้าใส่ใจเรื่องของแพ็คเกจมากเลยทีเดียว เมื่อแกะมาแล้วก็ต้องบอกว่ามันเป็นลำโพงที่สวยงามมากเลยทีเดียว ทีนี้มาดูด้านหลังของลำโพงด้านขวากันบ้างดีกว่านะครับ แต่ลำโพงด้านซ้ายไม่มีอะไรนะครับ เป็นตัวลำโพงเปล่าๆ แล้วก็ลากสายมาเสียบแค่นั้นเอง แต่ตัวปรับแล้วก็ภาคขยายออะไรพวกนี้จะอยู่ทางด้านขวาทั้งหมดเลย จะมีปุ่ม volume ที่เอาไว้เพิ่มเสียงแล้วก็ลดเสียง แล้วก็มีปุ่มเลือกโหมดซึ่งมีให้เลือกอยู่ 3 โหมดด้วยกัน คือโหมดบลูทะ โหมด optical แล้วก็โหมด อานาร็อก ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกเชื่อมต่อแบบไหน แล้วในการรีวิวครั้งนี้เองเนี่ยนะครับ ก็จะเลือกทดสอบด้วยการเชื่อมต่อแบบบลูทูธนั้นเอง สามารถใช้สมาร์ทโฟนเป็นตัวเปิดเพลงก็ได้นะครับ จะเป็น android หรือ IOS ก็ได้นะครับ สามารถเชื่อมต่อได้หมดเลย ทีนี้ก่อนจะไปวิพากวิจาร์เรื่องของมิติเสียงที่ได้จากการเชื่อมต่อเสร็จแล้วนะครับ มาดูเรื่องของดอกลำโพงกันก่อนครับ ตัวดอกลำโพงแต่ละข้างนั้นเป็นแบบ 2 ทาง ดอกลำโพงตัวล่างเป็นแบบบูฟเฟอร์ ขนาด 5.25 นิ้ว ด้านหน้ามีการโชว์กรวยดอกแบบเปรือยแบบกรวยอัลลอย ดูสวยงามดีทีเดียวครับ แล้วดอกลำโพงด้านบนก็เป็นดอกแบบทวิตเตอร์ขนาด 2 เซนติเมตร ที่ให้เสียงแหลมนั้นเอง เมื่อทั้งสองข้างมารวมกันแล้วมีน้ำหนักอยู่ที่ 9 กิโลกรัม ถือว่าหนักพอสมควรเลย ส่วนขนาดต่อลำโพงหนึ่งข้าง สูง 28 ซม. กว้าง 17 ซม. ลึก 22 ซม. ก็ลองเช็คดูชั้นวางทีวีของท่านได้เลยว่ามันพอใส่หรือไม่ ต่อข้างนะครับ

   ทีนี้มาดูข้อสรุปในการทดสอบเสียงของตัวสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้กันบ้างนะครับ ต้องบอกได้เลยว่าใครที่ชอบเสียงเบสแบบนุ่ม ลึก แน่น ในรูปแบบของชุดลำโพงเล้กๆ ที่ฟังแบบเบาๆ ในบ้านในคอนโน ในห้องพัก แบบนี้นะครับ สามารถตอบโจทย์ได้แน่นอนครับ เพราะเมื่อได้ทดสอบแล้วเสียงกลางมาเต็ม เบสมาหนัก เรื่องของเสียงแหลมบอกเลยว่าแจ่มครับ ถือว่าคะแนนเต็มสิบก็ให้สิบไปเลยครับสำหรับลำโพงใบเล้กๆ แต่ได้เสียงที่ขนาดนี้